
วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554
อานิสงส์การสวดมนต์
๑. สามารถไล่ความขี้เกียจ เพราะขณะสวดมนต์ อารมณ์เบื่อ เซื่องซึม ง่วงนอน เกียจคร้านจะหมดไป และเกิดความแช่มชื่นกระฉับกระเฉงขึ้น
๒. เป็นการตัดความเห็นแก่ตัว เพราะในขณะนั้นอารมณ์จะไปหน่วงอยู่ที่การสวดมนต์อย่างตั้งใจ ไม่ได้คิดถึงตัวเอง ความโลภ โกรธ หลง จึงมิได้เกิดขึ้นในจิตตน
๓. เป็นการกระทำที่ได้ปัญญา ถ้าการสวดมนต์โดยรู้คำแปล รู้ความหมาย ก็ย่อมทำให้ผู้สวดได้ปัญญาความรู้ แทนที่จะสวดเหมือนนกแก้วนกขุนทองโดยไม่รู้อะไรเลย
๔. มีจิตเป็นสมาธิ เพราะขณะนั้นผู้สวดต้องสำรวมใจแน่วแน่ มิฉะนั้นจะสวดผิดท่อนผิดทำนอง เมื่อจิตเป็นสมาธิ ความสงบเยือกเย็นในจิตจะเกิดขึ้น
๕. เปรียบเสมือนการได้เฝ้าพระพุทธเจ้า เพราะขณะนั้นผู้สวดมี กาย วาจา ปกติ (มีศีล) มีใจแน่วแน่ (มีสมาธิ) มีความรู้ระลึกถึงคุณความดีของพระพุทธเจ้า (มีปัญญา) เท่ากับได้เฝ้าพระองค์ด้วยการปฏิบัติบูชา ครบไตรสิกขาอย่างแท้จริง
และในวิมุตติสูตรได้กล่าวว่า การสาธยายมนต์คือเหตุหนึ่งในวิมุตติ ๕ ประการ (เหตุแห่งวิมุตติ ๕ ประการ คือ การฟังธรรม การเทศน์ การสวดมนตร์สาธยาย และการคิดอย่างแยบคาย ) ดังมีว่า
...ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารีผู้อยู่ในฐานะครูบางรูป ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร ก็แต่ว่าภิกษุย่อมทำการสาธยายธรรมเท่า ที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาโดยพิสดาร เธอย่อมเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมในธรรมนั้น ตามที่ภิกษุสาธยายธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาโดยพิสดาร เมื่อเธอเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อเกิดปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจเกิดปีติกายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบแล้ว ย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติข้อที่ ๓ ซึ่งเป็นเหตุให้จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มี
ใจเด็ดเดี่ยว ที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไป ย่อมถึงความสิ้นไป หรือเธอย่อมได้บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ที่ยังไม่ได้บรรลุ
เรื่องการสวดมนต์ มีบางแห่งกล่าวถึงเหตุผลของการสวดมนต์ไว้ว่า
๑. เป็นการรักษาธรรมเนียม ประเพณีที่ดีให้คงอยู่
๒. เป็นการแสดงความเคารพบูชาพระรัตนตรัย
๓. เป็นการเชื่อมสามัคคีในหมู่คณะ ครบไตรทวาร
๔. เป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน
๕. เพื่อฝึกกายใจให้เข็มแข็งอดทน
๖. เพื่อดำรงรักษาเอกลักษณ์ของชาติไทยไว้
๗. เพื่ออบรมจิตใจให้สะอาด สงบ สว่าง
๘. เพื่อฝึกจิตให้เกิดสมาธิ ไม่ฟุ่งซ่าน
๙. เพื่อเป็นการทบทวนพระพุทธพจน์
และกล่าวถึงประโยชน์ของการไหว้พระสวดมนต์ไว้ว่า...
๑. เป็นการเสริมสร้างสติปัญญา
๒. เป็นการอบรมจิตใจให้ประณีตและมีคุณธรรม
๓. เป็นสิริมงคล แก่ชีวิตตน และ บริวาร
๔. เป็นการฝึกจิตใจให้มีคุณค่าและมีอำนาจ
๕. ทำให้มีความเห็นถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา
๖. เป็นการรักษาศรัทธาปสาทะของสาธุชนไว้
๗. เท่ากับได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแม้ปรินิพพานแล้ว
๘. เป็นเนตติของอนุชนต่อไป
๙. เป็นบุญกิริยา เป็นวาสนาบารมี เป็นสุขทางใจ
ที่มา http://www.dhammajak.net/phitee/11.html
วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554
ปี๋ใหม่เมือง

ปี๋ใหม่เมือง
ตั้งแต่วันที่ 11-12 เมษายน ขึ้นไปคนเมืองเหนือของเราบ่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใด ก็จะพากัน (ปิ๊กบ้าน) กลับบ้านกันเพื่อไปเล่นน้ำปํใหม่ที่บ้านเกิดเมืองนอนของแต่ละคนตามประเพณี บ้านเราเมืองเหนือ
ถึงวันที่ 13 เมษายนของทุกปี ถือเป็นวันสงกรานต์ปีใหม่ของลานนา คือวันนี้สังขารล่อง
ถึงวันที่ 14 เมษายนย เป็นวันเนาว์ ทางล้านนาเรียกว่าวันเน่า
ถึงวันที่ 15 เป็นวันพระยาวัน วันดีสุดยอดของวันดี บ้านเราเรียกว่าวันพระยาวัน
ความยาวของวันสงกรานต์ (ปี๋ใหม่เมืองเรา) หมายถึง พระสุริยะอาทิตย์เคลื่อนจากราศีมีนสู่ราศีเมษ ระหว่างปีต่อปี เรียกว่าหัวเลี้ยวหัวต่อของปีใหม่และปีเก่ามาพบกัน มักจะมีฟ้าฝนและลมแรง บ้านเราเรียกว่า หมดหนาวเข้าร้อนเดือน 6 เป็ง บ้านเมืองเหนือฮ้องว่าฮ้อนเขาหนาวออก ในเดือนเมษายนนั้น ตกอยู่กลางฤดูร้อน ความร้อนจัดแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ใต้ดวงอาทิตย์ อากาศร้อนจัดแม้แต่แม่น้ำก็จะแห้งอาหารของกินทิ้งไว้ข้ามคืนก็จะมีการบูด เน่าเหม็น กินไม่ได้จะทำให้ท้องร่วง ประชาชนจะต้องระวังให้มากประชาชนมักเจ็บหัวปวดท้องเพราะความแห้งแล้ง น้ำแห้งขอด มักมีไฟไหม้ป่าลุกลามไปตามภูเขา ป่าไม้ ไฟป่าก็คือไฟของคนเรา จุดเผานั้นแหละหาว่าไฟป่า
ฉะนั้น คนโบราณมรการสงเคราะห์ใหญ่ในวันที่ 16 เมษายน คือวันปากปี ชาวบ้านจะช่วยกันทำสะตวงใหญ่หรือสานแตะ กว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร เอากาบกล้วยมาทำเป็นสี่เหลี่ยมวางบนไม้แตะที่สานนั้นแล้วชาวบ้านจะช่วยกัน จัดดาเครื่องบูชาสังเวยใส่ในสะตวง มีรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น เป็ด ไก่ หมู หมา ช้าง ม้า วัว ควาย และเครื่องปรุงแต่งมี แก๋งส้มแก๋งหวาน พริกเกลือ ข้าวสุก ข้าวสาร จิ้นปลา ผลไม้ต่าง ๆ เช่น มะพร้าว ตาล กล้วย อ้อย หมาก เหมี่ยง บุหรี่ เทียน ธูป ช่อธงสลับกันปักตามขอบสะตวงให้ครบทั้ง 4 ตลอดเทวบุตรเทวดาอารักษ์ มาช่วยปกปักรักษาให้ชาวบ้านหมู่บ้านทุกหลังคาเรือนให้พ้นจากโรคพระยาธิภัย พิบัติอุปัทวะอันตราย ขอให้ตกไปด้วยปีเดือนวันและยามดังนี้
เรียกว่าสงเคราะห์วันปี ใหม่ (สงกรานต์) ในวันที่ 16 เมษายน อาจารย์โอกาสเสร็จแล้วอารธนาพระสงฆ์สวดมนต์ และสวดเปิดถวายไทยทาน พระสงฆ์ให้พรนำสะตวงไปส่งเติมตามทิศและการยิงสินาท (คือยิงปืน) ไปตามทิศนั้น ๆ เป็นจบพิธี
วันที่ 14 เมษายน เรียกว่าวันเนาว์แต่เมืองเหนือลานนาเรียกว่าวันเน่า คือวันว่างงานเพราะเราทำมาปีหนึ่งแล้วถึงวันนี้หยุดพัก วันนี้โบราณห้ามด่าห้ามตีกัน จะช่วยกันห่อข้ามต้มขนมกันที่บ้าน พอได้เวลา 4 โมงเย็นก็จะแต่งตัวกันสวยสดงดงามตั้งแต่หนุ่มสาวจนถึงผู้เฒ่าผู้แก่ แม่หม้าย แม่ฮ้าง จะแต่งตัวกันสวยงามมาก มีดอกไม้คือดอกเอื้องผึ้งเป็นช่อนำมาปักมวยผม บางคนก็แต่งตัวแบบลานนามีสไบสีสันต่าง ๆ มีลวดลายต่างสี มีฆ้องมีกลอง แห่ฉิ่ง หม้อง ๆ ฟ้อน โจ๊ะโล๊ะดอกข่า ประแป้งอย่างแมวโพง แล้วก็ไปพบกันที่ท่าน้ำช่วยกันขนทรายมาทำเป็นแบบกองเจดีย์ทรายไว้ตามวัดต่าง ๆ พร้อมกับสาดน้ำกันเป็นการสนุกสนาน (ม่วนแต้ม่วนว่า)
วันที่ 15 เมษายน จะเป็นวันพระยาวันของเมืองเหนือเราเป็นประเพณีทำบุญ คือ เอาขันข้าวไปทาน คนโบราณว่าตานกัวะข้าว มีอาหาร ข้าวต้มข้าวหนม ผลไม้ น้ำไปทานอุทิศไปหาผู้ตายไปแล้ว มีมารดา บิดา พ่ออุ้ย แม่เฒ่า ลูกหลาน จัดเป็นกัวะไปตานตอนเช้าแล้วเลยทำบุญตักบาตรและมีตุงไจย ตัดตุงแขวนกับกิ่งไม้ คนโบราณตัดเองไม่ต้องไปซื้อหา นำไปปักที่เจดีย์ทรายและหาไม้ก้ำไม้ศรี (ค้ำต้นโพธิ์) นำมาถวายเป็นตานพร้อมกันแล้วนำไปก้ำต้นไม้ศรี ไม่ใช่ว่าเอามาถึงวัดแล้ว เอาค้ำเลยต้องนำไปถวายตานก่อนแล้วค่อยเอามาค้ำตามประเพณีขนบธรรมเนียมที่ดี งามของสาธุชนทั้งหลาย เพราะการขอขมาลาโทษและให้อโหสิแก่กันไปในตัว แต่ปัจจุบันนี้มุ่งแต่สนุกสนานเป็นส่วนใหญ่ จะมีก็ในวงศ์ตระกูลของใครของมันเท่านั้น พวกเกเรอันธพาลก็เมาสุรา ลวนลามแล้วก็มีเรื่องต่อกัน ทุบตีกัน อย่างนี้เรียกว่าเกินขนบประเพณีไป
วันที่ 16 เมษายน เข้ามาเป็นวันขึ้นปีใหม่เราเรียกว่า วันปากปี ปากวัน ติดต่อกันสามวันต่อจากนั้นก็เป็นวันธรรมดา แต่มีประเพณีของพระสงฆ์สามเณรจะต้องไปขอขมาลาโทษดำหัวพระสงฆ์ผู้อาวุโสผู้ แก่พรรษาพระผู้ใหญ่ ตามวัดต่าง ๆ นำคณะพระเณรและศรัทธาไปคารวะเป็นวัด ๆ ไป แม้วันสงกรานต์ปีใหม่จะผ่านไปหลายวันแล้วก็ตาม แต่ประเพณีควรจะยังทำกันต่อไปอยู่ตลอด บางแห่ง จนหมดเดือนเมษายนเลยก็มี
ในบางแห่งวันปากปีจะมี การทำบุญสิบชะตา สะเดาะเคาระห์กันถือว่าทำต้นปีจะได้คุ้มครองไปตลอดปีนิยมกันมากนิยมฟังธรรม สารากริวิชาสูตร คือฟังธรรมสืบชะตา บางหมู่บ้านพระไม่ว่างเลยทั้งวัน
วันเนาว์ หรือวันเน่า
“ วันเนาว์ ” เมืองเหนือเรียกว่า “ วันเน่า ” เป็นวันที่มีประเณีทางศาสนาคล้ายเช่นการขนทรายเข้าวัดและเล่นรดน้ำกันทั่ว ๆ ไป อย่างสนุกสนานเป็นวันที่หนุ่ม ๆ สาว ๆ ไปชุมนุมกันที่หาดทรายที่ใต้สะพานนวรัตน์ หรือที่แม่น้ำปิง และในตอนบ่ายวันเดียวกัน จะมีการจัดขบวนแห่พระพุทธรูปสำคัญประจำเมืองเชียงใหม่ คือ มีการ “ อัญเชิญ พระพุทธสิหิงค์และพระเสตังมณี อันเป็นพระพุทธรูปสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ไปตามถนนสายต่าง ๆ แล้ว เข้าสู่บริเวณพุทธสถานแล้วอาราธนาพระพุทธสิหิงค์ และพระเสตังมณี เข้าสู่ที่ประดิษฐานในประลำพิธีที่จัดไว้ ณ วัดพระสิงห์วรมหาวิหารเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้านมัสการสรงน้ำพระพุทธสิ หิงค์และพระเสตังมณีตลอดวัน และจะมีการเล่นรดน้ำกันตามถนนของหนุ่มสาวอย่างสุภาพชนกันจนกระทั่งเย็น
ในวันนี้จะถือว่าเป็นวัน สำคัญ เราจะไม่ทำอะไรที่ไม่เป็นมงคลจะไม่มีการด่าทอ โกรธกันทะเลาะวิวาทกัน โบราณถือว่าบุคคลใดถ้าด่าทอกันแล้ว ปากของบุคคลนั้นจะเน่า เพราะเป็นวันเน่า จะถือเคร่งที่สุด จะไม่ทำอะไรที่ผิดศีลห้า หากมีการทะเลาะกันในวันนี้จะถือว่าไม่เป็นมงคลตลอดปีเลยทีเดียว จะมีแต่การยิ้มแย้มแจ่มใสร่าเริงกัน ทั้งผู้ใหญ่ตลอดจนเด็ก ๆ การขนทรายเข้าวัดในวันนี้จะสนุกสนานกันมาก หนุ่มสาวชาวเหนือจะแต่งกายสวยงามกับแบบพื้นเมือง คือ ผู้หญิงนุ่งผ้าถุงใส่เสื้อคอกลมแขนกระบอก แขนสามส่วนหรือยาวถึงข้อมือ เหล้าผมมวยเหน็บช่อดอกเอื้องผึ้ง หรือ เอื้องคำ อันเป็นเครื่องแต่งกายของสุภาพสตรีชาวเมืองเหนือมาแต่โบราณกาลแล้ว ส่วนพวกหนุ่ม ๆ ก็จะมีการแต่งกายด้วยชุดเสื้อแบบม่อฮ่อมแต่หลากสี จะมีดอกมะลิร้อยเป็นพวงสวมคอ ถือขัน หรือสลุงร่วมกันขนทรายเข้าวัดเป็นกลุ่ม ๆ ซึ่งการแต่งกายแบบพื้นเมืองเหนือในวันนี้เพื่อเป็นการรักษาขนบธรรมเนียมของ เมืองเหนือของเราไว้เพื่อเป็นแบบอย่างให้เยาวชนทั้งหญิงและชายของเราได้ยึด ถือเป็น “ เอกลักษณ์ ” ของเมืองเหนือเราสืบต่อไป
วันเนาว์ หรือวันเน่า นอกจากจะเป็นวันขนทรายแล้วยังเป็น “ วันดา ” หมายถึง จัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้ที่จะต้องจัดไปทำบุญใน วันพญาวัน หรือ วันเริ่มเปลี่ยนเป็นศักราชใหม่ จะมีการจัดอาหารขนมส่วนมากจะเป็นขนมของชาวเหนือเราจะมีขนมจ๊อก ข้าวเหนียวแดง ข้าวแตน ข้าวแคบ เป็นต้น วันพญาวันนี้ตอนเช้าจะมีการ “ ทานขันข้าว ” เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษ ญาติมิตร บิดามารดา ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว
พิธีทางศาสนาของวันพญาวัน มีการทำบุญถวายแด่พระสงฆ์ แล้วมีการแสดงพระธรรมเทศนาตอนบ่าย เรียกว่า ธรรมอนิสงฆ์ ก๋องเจดีย์ทราย แล้วมีการสรงน้ำพระพุทธรูปที่เป้นองค์เล็กอยู่ในโบสถ์วิหารโดยอัญเชิญออกมา ให้คณะศรัทธาของแต่ละวัดให้นำน้ำขมิ้นส้มป่อย ไปสรงน้ำพระพุทธรูป เป็นอันเสร็จพิธีทาวศาสนาของวันพญาวัน
วันปากปี๋ หรือพิธีดำหัว สำหรับวันปากปีนี้เรียกได้ว่าเป็นวันสำคัญ เช่นเดียวกัน เพราะตามหัววัดต่าง ๆ ที่มีเจ้าอาวาสของวัดที่ยังมีอายุน้อยอยู่ ก็จะได้ร่วมกันกับคณะศรัทธาแต่ละวัดจัดเตรียมของเพื่อจะได้ไปดำหัวพระ ผู้ใหญ่ที่มีอาวุโสมาก ตามวัดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเชียงใหม่ ของที่จัดทำเพื่อจะนำไปดำหัวพระผู้ใหญ่นั้น จะมีน้ำขมิ้นส้มป่อย ต้นดอก หมากสุ่ม จะมีเครื่องอัฐะบริขารอยู่บ้างพอสมควร ต่อจาก การดำหัวพระเถระแล้วก็จะมีการไปรดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ ปู่ย่า ตายาย บิดามารดา เป็นต้น ก็จะมีเตรียมข้าวของที่นำไปสักการะท่านผู้ใหญ่นั้นก็คล้าย ๆ กันกับที่จัดไปดำหัวพระผู้ใหญ่ตามวัดต่าง ๆ นั้นเอง
กรรมวิธีการขนทรายเข้าวัดเพื่อก่อเจดีย์ทราย
จะมีอุบาสกผู้มีอายุ หรือ ปู่จ๋านของวัด หรือพระภิกษุสามเณรภายในวัดช่วยกันทำโครงร่างเจดีย์โดยจะจัดหาไม้ไผ่มาสาน เป็นขั้นวงกลม ลักษณะเป็นพระเจดีย์ 3 ชั้นบ้าง 5 ชั้นบ้าง 7 ชั้นบ้าง จะทำกันในวันเน่าหรือวันดา
การบรรจุทรายลงบนเจดีย์
ทางวัดจะนำเอาฐานแรกมา วางไว้ก่อนให้คณะศรัทธาขนทรายมาใส่ให้เต็มฐานแรกโน้น ละก็จะนำฐานที่ 2 มาตั้งให้เททรายลงไปอีก เมื่อฐานที่ 2 เต็ม ก็จะนำฐานที่ 3-4-5 มาตั้งขึ้นไปตามลำดับ ก็จะได้เจดีย์องค์หนึ่ง วันพญาวันตอนเช้าที่ศรัทธาประชาชนทั้งหลายได้ตานขันข้าวแล้ว ก็จะนำช่อตุง หลากสีหลายแบบมาปักไว้บนเจดีย์ทรายในตอนบ่ายของวันพญาวัน ก็จะมีปู่อาจารย์ของวัดต่าง ๆ จะนำน้ำขมิ้นส้มป่อยใส่สลุงตั้งไว้หน้าพระประธานในวิหารพร้อมดอกไม้ธูปเทียน เมื่อถึงเวลาพระสงฆ์เจ้าอาวาสก็เป็นประธานขึ้นบนวิหาร ปู่อาจารย์ก็จะนำศรัทธาไหว้พระรับศีลแล้วอารธนาพระปริตรรพระสงฆ์เจริญพระ พุทธมนต์ แบบล้านนา คือ สูตรแบบย่อพอสมควรแก่เวลา บางวัดก็จะเทศนาธรรมอนิสงฆ์ปี๋ใหม่เมืองหนึ่งผูกจากนั้นปู่อาจารย์จะทำพิธี โอกาสเวนทานเจดีย์ทราย ก็เป็นเสร็จพิธีของวันพญาวัน หรือ วันเถลิงศกของปี๋ใหม่เมือง
วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554
เชิญร่วมถวายพระประธานสิงห์หนึ่งหน้าตัก 3.50 เมตร
เชิญร่วมถวายพระประธานสิงห์หนึ่งหน้าตัก 3.50 เมตร
“พระพุทธรุ่งเรืองเฟื่องฟู”
ณ สำนักสงฆ์ถ้ำปุ่ม บ้านสันทรายปูยี่ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
...................................
วันที่ 9 เมษายน 2554
- 19.00 น. พิธีสวดมนต์เจริญพุทธมนต์อบรมสมโพธน์
- 20.00 น. เทศธรรมพุทธาภิเษก
- 21.00 น. พิธีสวดเบิก
วันที่ 10 เมษายน 2554
- 03.00 น. พิธีกวนข้าวทิพย์
- 04.30 น. พิธีไหว้พระสวดมนต์
- 05.00 น. พิธีสวดเบิกเนตรพระประธาน
- 05.30 น. พิธีถวายข้าวทิพย์พระประธาน
- 06.00 น. ถวายไทยธรรมแด่พระสงฆ์
- 06.30 น. ถวายภัตตาหารเช้า(ข้าวยาคู)
- 07.00 – 09.00 น. พิธีถวายเครื่องสักการะบวงสรวง และการ แสดงชุดต่างๆ
- 09.00 – 10.00 น.พิธี สืบชะตาหลวง
- 10.00 – 10.30 น. พิธีถวายผ้าป่า และถวายพระประธาน
- 11.00 – 12.00น ถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์
หมายเหตุ - การแต่งกายชุดขาว